ค้นหาบล็อกนี้

Loading...

สถิติการดื่มสุราของคนไทย

0 comments


มติ ครม.เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตเครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ในสินค้าประเภทเหล้า เบียร์ และบรั่นดี เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ และจูงใจให้ประชาชนลดการดื่มเหล้าลงจะทำให้ราคาขายปลีกสุราประเภทต่างๆ ปรับราคาขึ้นตามไปด้วยโดยสุราขาวหรือเหล้าขาวปรับขึ้น 1.75-2.50 บาทต่อขวด หรือเพิ่มขึ้น 9.1%สุราผสมหรือเหล้าผสมเพิ่ม 4-5 บาทต่อขวด เพิ่มขึ้น 7.1%บรั่นดี 19 บาทต่อขวด จากอัตรา 45% เป็น 48%เบียร์ขึ้นขวดละ 4-5 บาท จาก 55 บาท เป็น 60 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 5.5%น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มูลนิธิสาธารณ สุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวว่า ตัวเลขการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ของประเทศไทย ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเก็บล่าสุดในปี 2550 พบว่าประชากรกว่า 15 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของประชากรดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นเพศชายประมาณ 13 ล้านคน และหญิง 2 ล้านคนส่วนใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไปเครื่องดื่มที่ประชากรนิยมดื่มมากที่สุดคือเบียร์ รองลงมาคือเหล้าขาว และสุราผสมโดยผู้ดื่มเบียร์มีจำนวน 7,015,907 คน คิดเป็น 45.67% ของผู้บริโภคสุราทั้งหมดรองลงมาคือผู้ดื่มเหล้าขาวหรือสุรากลั่นชุมชน 6,016,624 คน คิดเป็น 39.17%ตามด้วยผู้ดื่มสุราสียี่ห้อไทย 1,642,786 คน คิดเป็น 10.69%และสุราสียี่ห้อต่างประเทศ 324,198 คน คิดเป็น 2.11%ยาดองเหล้า 203,309 คน คิดเป็น 1.32%ไวน์คูลเลอร์ 64,265 คน คิดเป็น 0.42%ไวน์หรือแชมเปญ 35,519 คน คิดเป็น 0.23%สุราหมักพื้นบ้าน 24,417 คน คิดเป็น 0.16%สุราจีนเชี่ยงชุน 18,581 คน คิดเป็น 0.12% ตามลำดับจากผลวิจัยที่ผ่านมาพบว่า แม้รัฐบาลจะขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราและเบียร์ ก็พบว่าประชากรยังบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดิมโดยเฉพาะเบียร์และเหล้าขาว ซึ่งยังเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากน.พ.บัณฑิตกล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่าแม้รัฐบาลและกรมสรรพสามิตระบุว่าต้องการหาเงินเข้ารัฐ แต่กลับไม่เลือกขึ้นภาษีในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ให้ส่วนแบ่งรายได้เงินภาษีเข้ารัฐที่มีสัดส่วนสูงโดยหากดูจากอัตราภาษีสุรานำเข้าหรือต่างประเทศซึ่งมีส่วนแบ่งรายได้ภาษีเพียง 8% เต็มเพดานที่ 400 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ มาตั้งแต่ปี 2546 หรือ 6 ปีที่แล้วและขึ้นอัตราภาษีสุราปรุงพิเศษ (แม่โขง) ซึ่งมีส่วนแบ่งรายได้ภาษีเพียง 0.2% เต็มเพดานเมื่อปี 2548 หรือ 4 ปีที่แล้วแต่ในปี 2552 กลับยังขึ้นภาษีเบียร์และเหล้าขาวไม่เต็มเพดาน ทั้งที่เบียร์ให้ส่วนแบ่งรายได้ภาษี 59% และเหล้าขาวให้ส่วนแบ่ง 13%โดยขึ้นภาษีเบียร์ครั้งสุดท้ายเป็น 55% เมื่อปี 2544 หรือ 8 ปีที่แล้ว และเหล้าขาวเก็บที่อัตรา 100 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ตั้งแต่ปี 2535 และขึ้นเป็น 110 บาทเมื่อปี 2550น.พ.บัณฑิตกล่าวต่ออีกว่า การดำเนินการเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลให้ลดการบริโภคของประชากรเท่าที่ควร เพราะผู้บริโภคจะหันมาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ราคาถูกเพราะเสียภาษีถูกกว่าและยังได้รายได้ภาษีสรรพสามิตสุราเข้ารัฐน้อยเกินไปอีกด้วย ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจหากดูโครงสร้างรายรับภาษีสรรพสามิตสุราของประเทศไทยปี 2551 รัฐได้ภาษีสรรพสามิตสุรายอดรวม 90,188 ล้านบาทอันดับ 1 คือ เบียร์ 53,369 บาท คิดเป็น 59%เหล้าขาว 11,605 ล้านบาท คิดเป็น 13%สุราผสม 9,020 ล้านบาท คิดเป็น 10%สุรานำเข้า 7,589 ล้านบาท คิดเป็น 8.4%สุราพิเศษ (ครอบคลุมบรั่นดี) 6,151 ล้านบาท คิดเป็น 6.85%สุราปรุงพิเศษ 198 ล้านบาท คิดเป็น 0.2%และคาดว่าหลังการขึ้นภาษีครั้งล่าสุด คนไทยก็ยังนิยมบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดิม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก www.bloggang.com/.../picture/1180772921.jpg
Share this article :